หมวดหมู่ : HAPPY WORK
เรื่อง : เทคนิค 5ห เพื่อการทำงานที่มีความสุข
โดย : jirarat.api
เข้าชม : 386
อังคาร ที่ 13 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2558
พิมพ์  

เทคนิค 5ห เพื่อการทำงานที่มีความสุข

อะไรคือ 5ห ?

5ห เป็นหลักการที่สำคัญที่จะช่วยให้บรรยากาศในที่ทำงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น ซึ่งจะทำให้สถานที่ทำงานเป็นที่ที่น่าอยู่
มิใช่เป็นเพียงที่ที่เรามาใช้แรงงานไปวันๆ เท่านั้น

ทำไมต้องมี 5ห ?

เพราะว่ามนุษย์เราส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาอยู่ที่ทำงานหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
(บางคนมากกว่า) ซึ่งถ้าหากในเวลา 8 ชั่วโมงนี้ เราต้องอยู่อย่างเบื่อหน่าย เจ็บปวด อิจฉาริษยา โกรธแค้น ฯลฯ
ก็แปลว่าเราต้องเสียเวลาอันมีคุณค่าของเราไปถึง 8 ชั่วโมง หรือคิดเป็นจำนวนนาทีเท่ากับ 480 นาที หรือ 28,800 วินาที
ไปกับเรื่องซึ่งทำให้ปั่นทอนจิตใจ อันจะนำมาซึ่งสุขภาพจิตที่ไม่เป็นสุข และส่งผลถึงสุขภาพร่างกายได้ เช่น เกิดอาการ
ปวดหัวเรื้อรัง ท้องอืดท้องเฟ้อ (โดยเฉพาะเวลาประชุมไปกินข้าวไป เอื๊อก...น่าจะกินให้เสร็จแล้วค่อยประชุมต่อเนอะ)
โรคกระเพาะ ฯลฯ ได้ด้วย

ในทางตรงข้าม ถ้าเรามีความสุขกับที่ทำงาน ก็จะทำให้เรารู้สึกอยากมาทำงาน ความอยากทำงานก็จะส่งผลให้เราทำงานได้ดี
ผลงานของเราที่ออกไปก็จะมีคุณภาพ เมื่อเรามีความสุขกับงานที่เราทำและที่ทำงานของเรา เราก็จะแผ่รังสีแห่งความสุขนี้
ออกไปยังคนรอบข้างด้วย ทำให้เพื่อนร่วมงานก็มีความสุข บรรยากาศในที่ทำงานก็จะมีความสุข ทำให้ลดความตึงเครียด
ในการทำงาน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ไม่ใช่มีริ้วรอยอันเกิดจากการขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลา การมีจิตใจ
ที่แจ่มใสสดชื่นก็จะส่งผลทำให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ ไม่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่จำเป็นอีกด้วย ผลประโยชน์ของการใช้ 5ห
คาดว่าจะส่งผลในเชิงนามธรรมอีกมากมาย แต่คงมองไม่เห็นผลในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ย่อมจะส่งผลต่อทั้งผู้ปฏิบัติเอง
ต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อที่ทำงาน องค์กร และผู้ที่มาติดต่อกับองค์กร ด้วยอย่างแน่นอน..

5ห ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

 ห ที่ 1 ห หัวเราะ

ห ที่ 2 ห ห่วงใย

ห ที่ 3 ห เห็นอกเห็นใจ

ห ที่ 4 ห ให้

ห ที่ 5 ห เหตุผลก่อนอารมณ์


ห ที่ 1 ห หัวเราะ


เสียงหัวเราะมักจะทำลายความเครียดได้ในเกือบจะทุกๆ กรณี เสียงหัวเราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญมาก เพราะถ้าชีวิต
ไม่มีเสียงหัวเราะ มนุษย์ก็จะตกอยู่ในสภาวะที่อับเฉาเป็นอย่างยิ่ง มีการศึกษาที่พบว่า เด็กๆ จะมีการหัวเราะโดยเฉลี่ยต่อวัน
มากกว่าผู้ใหญ่เป็นร้อยเท่า (จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเด็กจึงมีความดึงดูดใจต่อคนรอบข้างสูง) นอกจากนี้เวลาที่เราหัวเราะ
ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนแห่งความสุขที่เรียกว่าเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งสารนี้จะทำให้เกิดความอิ่มเอิบ เบิกบาน ผ่อนคลาย ดังนั้นจึงพบว่า
ผู้ที่หัวเราะอยู่เสมอจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ หน้าตาสดใสเปล่งปลั่ง ดูอ่อนวัย และมีประกายของความสุขฉาบฉายออกมา

เพียงแต่ว่า ระวังนิดนึง อย่าให้การหัวเราะของเรา เป็นการหัวเราะที่อาศัยผู้อื่นเป็นตัวตลกก็จะดีนะคะ คือ ไม่ใช่หัวเราะหรือ
พูดตลกโดยมาจากการล้อเลียนจุดด้อยของผู้อื่นน่ะค่ะ..


ห ที่ 2 ห ห่วงใย

จะเป็นการดีแค่ไหน ถ้าหากเมื่อเรารู้สึกไม่สบาย ก็มีคนมาคอยห่วงใย ถามไถ่ และช่วยดูแล เราจะรู้สึกอบอุ่นเพียงใด ถ้าเมื่อเรา
เจอเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่สบายใจมา แล้วมีคนมาสนใจความรู้สึกของเรา หรือถ้าเราทำงานมาเหนื่อยๆ ก็มีคนมาดูแลเอาใจใส่
ดังนั้น ความห่วงใยระหว่างเพื่อนร่วมงานจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน
ความห่วงใยที่มีประสิทธิภาพ ควรแสดงออกเป็นการกระทำเพื่อแบ่งเบาความทุกข์ของเพื่อนร่วมงาน หรือทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึก
สบายขึ้นด้วย มากกว่าแค่คำพูดเฉยๆ ถ้าหากทำให้กันด้วยความเอื้ออาทร ก็จะทำให้คนที่ได้รับความห่วงใยรู้สึกดีๆ ว่ายังมีคนที่แคร์
ความรู้สึกของเขาและพร้อมที่จะช่วยเหลือแบ่งเบาความทุกข์ที่เขาได้รับอยู่ลงไปบ้าง หากที่ทำงานใดมีความอาทรให้กันอย่างนี้
ก็คงจะเป็นที่ทำงานที่น่าอยู่มาก


ห ที่ 3 ห เห็นอกเห็นใจ

เป็น ห ที่ต่อเนื่องมาจาก ห ที่ 2 นั่นเอง เพราะเมื่อเรามีความห่วงใยแล้ว ก็จะนำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน หมายถึง
การที่เราลองนำเอาตัวเองเข้าไปแทนที่เพื่อนร่วมงาน เพื่อเราจะได้ลองคิดดูว่า ทำไมเขาจึงปฏิบัติเช่นนั้น หรือรู้สึกเช่นนั้น หรือ
ถ้าจะให้ดี น่าจะลองไต่ถามสาเหตุของเพื่อนร่วมงานดูก่อนว่าทำไมเค้าจึงปฏิบัติเช่นนั้น หลายครั้งเราไม่มีความเห็นอกเห็นใจ
ทำให้เราสรุปว่าเขาทำอย่างนี้เพราะอย่างนี้แน่ๆ ..ตัดสินไปเรียบร้อย แต่..อาจจะผิดก็ได้นะคะ..

เพราะฉะนั้น ลองเอาตัวเองไปแทนที่คนๆ นั้นดู ก่อนที่จะตัดสินว่าเขาทำไม่ถูกใจคุณเพราะอะไร..


ห ที่ 4 ห ให้

การให้เป็นความสุขมากกว่าการรับ เพราะฉะนั้นการให้จึงต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างความสุขในที่ทำงาน การให้
ในที่นี้หมายความรวมถึงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือ ให้ความรู้สึกดีๆ ให้กำลังใจ ให้โอกาสเพื่อนร่วมงาน
และให้อภัยเพื่อนร่วมงานด้วย สิ่งที่มักจะขาดแคลนก็คือ การให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่รู้เป็นเพราะเรารู้สึกเขิน หรือว่า จริงๆ
แล้ว เราทำไม่เป็น แต่ไม่ว่าจะเพราะสาเหตุใด เราสามารถแก้ได้ด้วยการฝึกทำบ่อยๆ ค่ะ

การให้โอกาสเพื่อนร่วมงานก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากในที่ทำงานเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่เราอาจจะนึกว่าการทำงานจะต้องแข่งขัน
เพื่อให้ความดีความชอบตกอยู่กับตน หรือเปล่า แต่ถ้าหากเราแต่ละคนต่างฝ่ายต่างให้โอกาสซึ่งกันและกัน ภาพรวมก็คือทั้งองค์กร
ก็จะดีขึ้น การให้โอกาสเพื่อนยังหมายความรวมถึง การเสียสละโอกาสของตัวเองเพื่อให้เพื่อนได้ดี (กว่า) เราด้วย

และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การให้อภัย การให้อภัยกันในที่ทำงานเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยไปกว่าการให้อภัยคนในครอบครัว แต่ทำ
ได้ยากกว่า เพราะคนในครอบครัวเป็นคนที่เรารักและผูกพัน ก็เลยให้อภัยได้ง่าย ดังนั้น ถ้าเรามองเพื่อนร่วมงานว่าเป็นเหมือน
พี่เหมือนน้อง เหมือนคุณลุงคุณป้า คุณน้าคุณอา หรือญาติคนหนึ่งของเรา เราก็คงจะอภัยให้ได้ง่ายขึ้นมั้ยคะ หรือลองคิดว่า
ถ้าเป็นตัวเราทำผิดแบบนั้น เราก็คงอยากได้รับการอภัยให้เช่นกัน การให้อภัยซึ่งกันและกัน จะทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเรื่องเบา
ได้ด้วยค่ะ..


ห ที่ 5 ห เหตุผลก่อนอารมณ์

ที่ผ่านมาทั้ง 4 ห เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเสียมาก แต่ ห สุดท้ายนี้ เป็นการใช้เหตุผลมาก่อนอารมณ์ ซึ่งอารมณ์ในที่นี้หมายถึง
ความรู้สึกใดๆ ก็ตามที่จะนำพาไปสู่ความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่สร้างสันติ ไม่สร้างความสงบสุขในที่ทำงาน เช่น อารมณ์โกรธ
อารมณ์อิจฉา อารมณ์พาล อารมณ์ประชด อารมณ์หึงหวง อารมณ์แค้น ฯลฯ ซึ่งควรจะพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ละอารมณ์ดังกล่าว
ทิ้งเสีย แล้วถือประโยชน์ส่วนองค์กรเป็นที่ตั้ง ปัญหาหลายอย่างในองค์กรเกิดจากความเข้าใจผิดเพราะเราปล่อยให้อารมณ์เป็นตัว
นำการตัดสินใจ แทนที่จะค้นหาความจริงด้วยเหตุและผล ซึ่งจะช่วย save เวลาของการเข้าใจผิดและอารมณ์เสียได้มากทีเดียวค่ะ

ที่มา : http://microbio.md.kku.ac.th/mdbtemplate/mytemplate/template.php?
component=view_article&qid=254